วันจันทร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2559

การขยายพันธ์มะละกอด้วยวิธีตอนกิ่ง

นี่คือวิธีการขายพันธุ์มะละกอแบบไม่ต้องใช้เมล็ด ได้ผลดีกว่า เพราะจะได้ต้นพันธ์ที่เหมือนกับต้นแม่ทุกประการ ลูกสวย ลูกโต ก็จะยังคงเหมือนเดิมไม่มีกลายพันธุ์ แถมยังให้ผลผลิตเร็วกว่าการปลูกด้วยเมล็ดอีกต่างหากครับ
วิธีการตอนกิ่งมะละกอนั้นก็สามารถทำได้ง่ายๆ โดยให้เตรียมอุปกรณ์ไว้ก่อนดังนี้ครับ
1. มีดขนาดเล็กคมๆ หน่อย , 2. เชือกหรือยางที่มัดได้ , 3. ถุงพลาสติกขนาด 3 x 5 นิ้ว , 4. ขุยมะพร้าว 5. ดินร่วน ,6. ลิ่มไม้เนื้อแข็งไม่ยุ่ยง่ายเมื่อโดนความชื้น หรือจะเป็นอิฐแดงดีให้ได้ขนาดเท่ากับนิ้วก้อยก็ได้
ส่วนวิธีการทำนั้นก็ง่ายๆ ดังนี้ครับ
1. ให้คัดเลือกต้นพันธุ์ที่มีความสมบูรณ์ที่สุด เพื่อให้ได้พันธุ์ที่ดี และตรงตามความต้องกสารของตลาด
2. เมื่อได้ต้นพันธุ์แล้วให้ทำการตอนมะละกอต้นพันธุ์ไปปลูก จากนั้นตอที่เหลือจะแตกกิ่งออกมาประมาณ 5-6 กิ่ง ในระยะเวลาเพียง 2 เดือนครึ่ง โดยแต่ละกิ่งจะมีความยาว 20-25 เซนติเมตร
3. ให้ทำการเฉือนกิ่งพันธุ์จากข้างล่างขึ้นไปข้างบนเป็นลักษณะปากฉลาม หลังจากนั้นให้นำลิ่มไม้เล็กๆ มาขัดไว้ ไม่ให้เนื้อของต้นมะละกอติดกัน
4. นำดินร่วนและขุยมะพร้าวมาผสมกันในอัตราส่วน 3 ต่อ 1 บรรจุลงถุงพลาสติก และผ่าตรงกลาง รดน้ำให้ชุ่ม และนำไปวางทำรอยแผลที่เราเฉือนไว้ มัดถึงให้แน่นด้วยเชือก และทำการ เฉือนท่อน้ำเลี้ยงห่างจากกิ่งตอนประมาณ 3-5 นิ้ ซึ่วิธีนี้จะช่วยให้รากงอกเร็วขึ้น




การเลี้ยงปูนา

ปูนาเลี้ยงได้เช่นเดียวกับปูทะเลหรือปูม้า เทคนิคการเลี้ยงก็เรียบง่ายใช้เทคโนโลยีชาวบ้านเป็นพื้นฐาน บ่อที่ใช้เลี้ยงปูนา จะเป็นบ่อบ่อดิน หรือบ่อซีเมนต์ ก็ได้ ถ้าเป็นบ่อดินควรมีอวนมุ้งตาถี่ล้อมรอบบ่อเพื่อป้องกันปูหนี ถ้าเป็นบ่อซีเมนต์ก็สะดวกต่อการดูแล รักษาและการจัดการ
การสร้างบ่อซีเมนซ์เพื่อเลี้ยงปูนา
ในการทำบ่อซีเมนซ์สำหรับเลี้ยงปูนาแล้วแต่ความสะดวกของเกษตร โดยส่วนใหญ่แล้วนิยมทำขนาด 2×3 เมตร จะทำเป็นแบบเทพื้นปูน หรือจะเลี้ยงแบบพื้นดินก็ได้ แต่แนะนำให้ทำแบบพื้นปูนแล้วใส่ดินหน้าประมาณ 20 – 30 เซนติเมตร เพื่อให้ปูได้ขุดรู โดยการใส่ดินเข้าไปในบ่อนั้น เทดินแบบลาดเอียง อีกข้างนึงมีน้ำ เลียนแบบบ่อธรรมชาตินั่นเอง หรือจะเทดินทั้งหมด แล้วใส่น้ำในกะละมังก็ได้ แล้วแต่สะดวก
ปลูกพืชพรรณไม้น้ำเพื่อให้เป็นแหล่งอาศัยและเป็นแหล่งอาหารของปูนา อาทิ ผักบุ้ง ผักตบชวา ทำการต่อสปริงเกอร์ หรือ ถ้าไม่มีก็สามารถใช้สายยางธรรมดาเตรียมไว้คอยฉีดน้ำให้บ่อชุ่มชื่นอยู่เสมอ หาเศษไม้ขอนไม้ หรือทางมะพร้าวมาวางในบ่อ เพื่อให้ปูได้อยู่อาศัยหลบซ่อน จากนั้นเราก็ปล่อยปูนาลงเลี้ยง(หาได้จากธรรมชาติหรือซื้อมาก็ได้) 1 กิโลกรัม/1 บ่อ (อัตราส่วนปูตัวผู้และตัวเมียอย่างละเท่าๆกัน)
อาหารสำหรับเลี้ยงปูนา
การให้อาหารโดยใช้อาหารปลาดุกเม็ดเล็กเสริมด้วยข้าวสวยหุงสุกคลุกเคล้าให้เข้ากัน หว่านประมาณ 1กำมือในช่วงเย็นเนื่องจากปูนาจะออกหากินตอนกลางคืน และหมั่นดูแลบริเวณที่อยู่ของปูให้สะอาดโดยต้องเก็บเศษอาหารที่ปูกินไม่หมดทิ้ง และเก็บปูที่ก้ามหลุดออกเนื่องจากจะส่งผลให้โดนปูตัวอื่นมารุมทำร้ายและตายได้ และหากทิ้งอาหารหรือปูที่ตายไว้นานๆจะเกิดกลิ่นเหม็นเน่าและมีเชื้อราเกิดขึ้นทำให้ปูเกิดโรคได้ง่าย
การเพาะพันธุ์
ปูนาสามารถนำมาเพาะในโรงเพาะฟักเพื่อผลิตลูกปูวัยอ่อนได้เช่นเดียวกับปูม้า หรือปูทะเล บ่อที่ใช้จะเป็นบ่อซีเมนต์ ถังพลาสติก หรือ ตู้กระจก ก็ได้ ขนาดของบ่อก็ไม่จำกัด ขึ้นอยู่กับความสะดวกในการจัดการของแต่ละท่าน

พ่อแม่พันธุ์
พ่อแม่พันธุ์ ในระยะแรกก็คงต้องรวบรวมจากธรรมชาติ จะเริ่มเพาะจากพ่อแม่พันธุ์ก็ได้ หรือจะใช้แม่ปูที่มีไข่ที่จับปิ้งและมีลูกปูวัยอ่อนที่ติดกระดองอยู่แล้วมา อนุบาล ก็จะประหยัดเวลาและต้นทุนในการผลิตได้มาก

การอนุบาลลูกปู
ในช่วง15วันแรก ควรให้ ไรแดง หนอนแดง เทา หรือไข่ตุ๋น กินเป็นอาหาร หลังจากนั้นควรให้ปลาหรือกุ้งสับอาหารเม็ดที่ใช้เลี้ยงลูกปลาดุกก็ใช้ได้ เมื่อมีอายุประมาณ30วันก็สามารถนำไปปล่อยเลี้ยงในบ่อดินหรือบ่อซีเมนต์เพื่อ ให้มีขนาดโตเต็มวัยได้ความหนาแน่นที่ปล่อยเลี้ยง ลูกปูในระยะนี้ควรปล่อยเลี้ยงในปริมาณ 10,000 ตัว/เนื้อที่1 ตารางเมตร

การเจริญเติบโต
ปูนามีการเจริญเติบโตโดยการลอกคราบเช่นเดียวกับปูชนิดอื่น ๆ หลังจากฟักเป็นตัวแล้วปูนาจะลอกคราบประมาณ 13-15 ครั้งก็จะโตเป็นปูเต็มวัย ได้ขนาดตามที่ตลาดการ ต้องใช้เวลาประมาณ 6-8 เดือนการลอกคราบ
ปูที่จะลอกคราบสังเกตได้จากรอยต่อทางส่วนท้ายของกระดองจะกว้างมากกว่าปกติ เมื่อใกล้จะลอกคราบปูจะนิ่งและเหยียดขาออกไปทั้งสองข้าง จากนั้นรอยต่อทางส่วนท้ายของกระดองก็จะเปิดออก ส่วนท้ายพร้อมกับขาเดินคู่สุดท้ายจะออกมาก่อน ขาคู่ถัดมาจะค่อย ๆ โผล่ออกมาตามลำดับ ส่วนก้ามคู่แรกจะโผล่ออกมาเป็นอันดับสุดท้าย ระยะเวลาที่ใช้เวลาลอกคราบทั้งหมดประมาณ1ชั่วโมง

 ทำปูนาให้เป็นปูนิ่ม เพื่อเพิ่มคุณค่าของผลิตภัณฑ์
มีผู้อ่านหลายท่านได้โทรมาถามผู้เขียนบ่อยครั้งว่า ปูนำทำปูนิ่มได้ไหม? คำตอบก็คือ ปูนาสามารถนำมาผลิตเป็นปูนิ่มได้เช่นเดียวกับปูทะเลและปูม้า ปูนานิ่มเป็นผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ และสามารถเพิ่มคุณค่าปูนาให้สูงขึ้น ปกติปูนาจะซื้อ-ขายกันกิโลกรัมละ 40 บาท แต่ถ้าเป็นผลิตภัณฑ์ปูนิ่ม ราคาก็จะสูงขึ้นถึงกิโลกรัมละ 100-200 บาทเป็นต้น ปูนานิ่มมีข้อดีที่ว่า เป็นผลิตภัณฑ์ที่สะอาด สามารถบริโภคได้ทั้งตัว มีปริมาณแคลเซียมและไคตีนต่อน้ำหนัก1 กรัมสูง เมื่อเปรียบเทียบกับปูนาทั้งตัวที่ยังไม่ลอกคราบ เหมาะสำหรับสตรี หรือผู้สูงอายุที่ต้องการแคลเซียม ไคตินและไคโตซานไปช่วยเสริมกระดูก สะดวกต่อการนำไปปรุงอาหาร ที่นิยมมากได้แก่นำไปชุบแป้งทอดกรอบ รับประทานทั้งตัว




พื้นที่ป่าในจังหวัดน่าน

สมเด็จพระเทพฯ รับสั่ง "ภูเขาเมืองน่านมันโกร๋นไปหมด" ..... เขาน่านหัวโล้น ไม่ใช่เพิ่งจะเกิด ในหลวงทรงทราบถึงปัญหา ป่าบนเขาในจังหวัดน่าน ถูกเผาทำลาย เพื่อทำไร่ ปลูกข้าวโพด และปลูกพืชต่างๆ ทำให้จังหวัดน่าน มีพื้นที่เขาหัวโล้น และมลพิษที่เกิดจากการเผาป่า อยู่เป็นจำนวนมาก ป่าไม้ในจังหวัดน่านลดลงไป อย่างต่อเนื่อง ทรงมีรับสั่งให้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เร่งฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าไม้ให้คืนสู่สมดุล โดยเร็วที่สุด จึงมีพระราชดำริให้หน่วยงานต่างๆ ร่วมมือกันในการจัดประชุมสัมมนา “รักษ์ป่าน่าน”

ป่าน่านหายไปอย่างรวดเร็ว จากป่าเขียวกลายเป็นพื้นที่ว่างเปล่าและแนวโน้มลดลดต่อเนื่อง บวกกับข้อมูลน่าตกใจช่วง 5 ปีหลัง น่านสูญเสียป่า 1 แสนไร่ต่อปี เพราะการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวโพด ยางพารา ส่งผลกระทบป่าต้นน้ำ กลายเป็นเขาหัวโล้นทั้งจังหวัด

นายแบงก์ใหญ่ บัณฑูร ล่ำซำ เข้ามีบทบาท โดยชักชวนเกษตรกรน่าน ที่รุกเขตป่าสงวน คืนพื้นที่ไร่ข้าวโพดเป็นผืนป่าเกิดขึ้นอีกครั้ง ในกิจกรรม "คืนป่าน่าน" ภายใต้ โครงการรักษ์ป่าน่าน ธนาคารกสิกรไทย เป็นผู้สนับสนุนหลัก เพื่อหยุดยั้งการขยาย พื้นที่เพาะปลูกพืชเชิงเดี่ยว และการรุกผืนป่าไปเรื่อยๆ โดยจะมีการชดเชย ค่าลงทุนการปลูกพืชที่ลงไป และให้เงินสนับสนุนการดำรงชีพ ในพื้นที่เพาะปลูกพืชแบบเดิม แต่เนื้อที่น้อยลง ควบคู่กับการประคับประคอง เสริมสร้างความเข้งแข็ง และการให้ความรู้เพิ่มทักษะอาชีพเพื่อเปลี่ยนระบบการผลิตด้วย

ครัวเรือน ที่จับจองป่าสงวนเป็นที่ทำกิน มาก่อนแล้ว 734 ไร่ สมัครใจคืนผืนดินที่เป็นป่าสงวนให้กับประเทศ 300 ไร่

เสี่ยปั้น บัณฑูร บรรยายเกี่ยวกับยุทธศาสตร์รักษ์ป่าน่าน มีทั้งสถานการณ์ป่าไม้เมืองน่าน และลงลึกรายละเอียด แต่ละเรื่องที่ภาคเอกชนหนุน การคืนผืนป่าจะทำอย่างไร ทั้งยังชักชวนศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการบริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ และประธานคณะผู้บริหาร บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น มาให้เห็นกรรมวิธี การคืนผืนป่า ในฐานะบริษัทอุตสาหกรรมการเกษตรรายใหญ่ ที่มีบทบาทสำคัญต่อ การเกษตรจังหวัดน่าน

ป่าต้นน้ำน่าน เพิ่งถูกหยิบยกขึ้นมา เป็นวาระระดับชาติ รัฐบาลลุงตู่ มีนโยบายและมาตรการแก้ปัญหา ที่ผ่านมา ไม่มีใครพูดถึง แม้แต่ในในกลุ่มนักอนุรักษ์ ทั้งที่เกิดภาวะวิกฤติน้ำ ในไทย 5 ปีที่ผ่านมา ความเสียหายของป่าต้นน้ำน่าน หนึ่งในแม่น้ำสายสำคัญ ส่งมวลน้ำกว่าร้อยละ 40 ของแม่น้ำเจ้าพระยา ถูกทำลาย 1-1.5 แสนไร่ต่อปี ผลสำรวจจากไทยโชต ไม่มีการระงับยับยั้งการสูญเสีย และปัจจัยการสูญเสียป่ายังอยู่ครบถ้วน พื้นที่ป่าสงวนน่าน ปี 2530 มีพื้นที่ 29,485 ไร่ ปี 2556 พื้นที่ป่าสงวนจริงเหลือ 17,975 ไร่ ใน 26 ปี ป่าสงวนถูกตัดไป 11,510 ไร่ หรือร้อยละ 39

ไม่ใช่แค่ป่าน่านเท่านั้น แต่พื้นที่ป่าภาคเหนือและป่าอื่นๆ ถูกทำลายต่อเนื่องเช่นกัน การตัดไม้ทำลายป่าขึ้นกับหลายปัจจัย กลุ่มนายทุนยึดป่ามาทำรีสอร์ต ทำสนามแข่งรถ

เจ้าสัวปั้น บัณฑูร เชิญชวนภาคเอกชน ช่วยเหลือด้านความรู้ เทคโนโลยี เงินทุน เชื้อเชิญเกษตรกรทดลองรูปแบบใหม่ ไม่ทำเกษตรเชิงเดี่ยวในวังวนแบบเดิม ปีที่ 1 คืนป่ามีการชดเชย ช่วงเวลาเปลี่ยนถ่าย ปีที่ 2-4 จัดซื้อเมล็ดพันธุ์พืช/สัตว์สร้างผลผลิตมาตรฐานสูง ถ่ายทอดความรู้ และเทคโนโลยีการผลิตครบวงจร สนับสนุนเครื่องมือการเกษตร รวมถึงส่งเสริมการตลาด การออกแบบสินค้า หนุนเงินดำรงชีพเบื้องต้น รับซื้อผลผลิตและรับประกันรายได้ สานต่อความร่วมมือสร้างอาชีพการเกษตรอย่างยั่งยืน และฟื้นฟูป่าให้สมบูรณ์ดังเดิม ปีที่ 5 เป็นต้นไป มีการพัฒนาสินค้ามาตรฐานสูง การส่งเสริมอาชีพรอง พร้อมสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ เกษตรกรยืนได้ด้วยตนเอง ภาคเอกชนจะสนับสนุนแนวคิดนี้ให้เป็นจริง

ล่าสุดกรมชลประทาน ตื่นตัวทบทวน โครงการพัฒนาแหล่งน้ำในน่าน 16 โครงการ แต่น้ำหยดแรก จะไหลลงอ่างเร็วสุดในอีก 2 ปีข้างหน้า เชื่อว่าจะช่วยระบบจัดการน้ำ มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุดอยหัวโล้น เกิดจากบริษัทเอกชนเข้ามา ส่งเสริมการเพาะปลูกข้าวโพด และหนึ่งในบริษัท ที่มีบทบาทต่อการเกษตรจังหวัดน่าน คือ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดอาหารสัตว์และรับซื้อขายพืชไร่

ศุภชัย ยืนยันว่า ต่อไปการจัดซื้อข้าวโพด จะต้องตรวจสอบได้ว่า ไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และป่าต้นน้ำ มีส่วนแบ่งตลาดที่ 25% ทีเหลือเป็นธุรกิจอาหารสัตว์รายที่ใหญ่กว่า ราว 4-5 บริษัท

ที่มา


วันศุกร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2559

เคล็ดบำรุงข้าวไร่ละ 6 ตัน


"การทำนาสไตล์ชาวนามาดากัสการ์ ใช้น้ำไร่ละ 500 ลบ.ม. น้อยกว่าการทำนาที่เราเคยชินถึง 60% ได้ผลผลิตสูงถึงไร่ละ 6 ตัน...โดยไม่ต้องควักเงินซื้อปุ๋ยเคมี ทำได้อย่างไร?

เคล็ดลับในการเลี้ยงบำรุงต้นข้าว สุพจน์ ทองเสมียน เกษตรกรผู้ร่วมทดสอบปลูกข้าวแบบนี้ ที่ จ.สระแก้ว ใช้เพียงแค่ 3 สูตรอาหารที่คิดทำกันขึ้นมาเอง

จุลินทรีย์หน่อกล้วย...ใช้หน่อกล้วยสูง 1 ม.จำนวน 30 กก. สับละเอียด ใส่ถังพลาสติกทึบแสง กากน้ำตาล 10 กก. น้ำสะอาด 100 ลิตร คลุกเคล้าให้เข้ากันปิดฝาให้สนิททิ้งไว้ 2 วัน 2 คืน ห้ามให้อากาศเข้า หมักต่ออีก 7 วัน แต่ให้เปิดฝาคนทุกวัน ให้หน่อกล้วยจมน้ำอยู่เสมอ จะได้จุลินทรีย์หน่อกล้วย เก็บไว้ใช้ได้นาน 6 เดือน

ปุ๋ยยูเรียน้ำอินทรีย์...ใช้ถั่วเหลืองบดละเอียด 1 กก. สับปะรดสับละเอียด 2 กก. น้ำมะพร้าว หรือน้ำซาวข้าว 10 ลิตร กากน้ำตาล 3 กก. จุลินทรีย์หน่อกล้วย 1 ลิตร ผสมให้เข้ากัน ใส่ถังหมัก 15 วัน เปิดคนทุกวัน ครบกำหนดกรองกากออกจะได้ยูเรียน้ำอินทรีย์...

ยูเรียสูตรนี้ 4 ลิตร มีสรรพคุณเท่ากับปุ๋ย 46-0-0 หนึ่งกระสอบ

ฮอร์โมนไข่...ใช้ไข่ไก่สด 5 กก. กากน้ำตาล 5 กก. ยาคูลท์ 1 ขวด แป้งข้าวหมาก 1 ก้อน ตีไข่ให้เข้ากัน ผสมกากน้ำตาล นำเปลือกไข่มาตำละเอียดผสมกับวัตถุดิบทั้งหมด หมักในถังพลาสติกปิดฝา คนทุกวัน ครบ 14 วัน ให้กรองเอากากออก

การใช้งาน...ช่วงเดือนแรกใช้น้ำส้มควันไม้ ยูเรียน้ำอินทรีย์ จุลินทรีย์หน่อกล้วย อย่างละ 30 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นสัปดาห์ละครั้ง เพื่อบำรุงใบ...เข้าเดือนที่ 2 ทำเหมือนเดิม แต่เปลี่ยนจากยูเรียน้ำอินทรีย์เป็นน้ำหมักมูลค้างคาวแทน ฉีดพ่นสัปดาห์ละครั้ง...เดือนที่ 3-4 ให้ฮอร์โมนไข่ 30 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นสัปดาห์ละครั้งไปจนเก็บเกี่ยว เพื่อบำรุงต้นให้แตกกอดี เปิดตาดอก รวงยาว เมล็ดสมบูรณ์

ในช่วงการปลูกให้ระวังนก หนู ส่วนแมลงศัตรูพืชไม่ค่อยพบ เพราะมีการฉีดพ่นน้ำส้มควันไม้ป้องกันอยู่แล้ว ส่วนวัชพืช หากพบต้องรีบถอนทิ้ง สุพจน์ยืนยันทำเพียงเท่านี้จะได้ข้าวไร่ละ 6 ตันแน่

แต่ถ้าเป็นการปลูกครั้งแรก อาจต้องปรับปรุงดินให้มีอินทรียวัตถุมากหน่อย ผลผลิตอาจไม่ถึง 6 ตัน แต่ 2-3 ตัน นั้นได้แน่ๆ...และถ้าทำนาแบบนี้ไปเรื่อยๆ ปีที่ 2-3 ข้าวไร่ละ 6 ตัน ไม่ไกลเกินเอื้อม.

สะ–เล–เต"




วิธีปลูกขึ้นฉ่าย (Celery)


ขึ้นฉ่ายเป็นพืชที่เดิมทีพบอยู่ที่ตามริมน้ำในประเทศ สวีเดน แอลจีเรีย และอียิปต์ และพบบ้างในบางพื้นที่แถบเอเชีย ซึ่งได้มีการนำผักชนิดนี้มาปลูกเมื่อประมาณ ค.ศ. 1542 ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อใช้ในการทำยาฟอกโลหิตของชาวจีน และเริ่มนำมาใช้เป็นอาหารเมื่อราวปลายศตวรรษที่ 16 โดยใช้พันธุ์ hellow leaf stock ต่อมามีพันธุ์อื่นๆ มาแทน จึงเลิกนิยมไป ในสมัยที่ใช้รับประทานกันแรกๆ นิยมส่วนที่มีสีเขียว ต่อมากลับนิยมส่วนที่เป็นสีขาว พันธุ์ที่ดีจะมีการแตกแขนงมาก ขึ้นฉ่ายเป็นผักที่มีวิตามิน เอ สูง ก้านใบของต้นจะอวบน้ำ มีรากตื้น ระบบรากเป็นฝอย รากฝอยนี้มีความยาวไม่เกิน 2 นิ้ว ลำต้นโตเต็มที่สูงสุดถึง 2 ฟุต แต่โดยเฉลี่ยจะสูงประมาณ 15 นิ้ว มักนิยมปลูกให้ชิดๆ กัน เพื่อให้ลำต้นสูง และเพื่อเป็นการบังแสงให้กับลำต้นที่มีสีขาว

การเตรียมปลูกและการปลูกขึ้นฉ่าย

วิธีการปลูกขึ้นฉ่ายนั้นสามารถกระทำได้ 2 วิธี ด้วยกัน คือ (1) เพาะให้เมล็ดงอกก่อน เมื่อกล้าสูงประมาณ 2-3 นิ้ว จึงทำการย้ายปลูก และ (2) หว่านเมล็ดในแปลงปลูกเลย

หากปลูกแบบวิธีแรก ต้องเตรียมดินแปลงเพาะให้ละเอียดที่สุด เนื่องจากเมล็ดพันธุ์มีขนาดเล็กมาก โดยเฉลี่ยน้ำหนักเมล็ดพันธุ์ 1 กรัม จะมีจำนวนเมล็ดประมาณ 2,000-2,200 เมล็ดเลยทีเดียว หลังจากเตรียมดินแปลงเพาะให้ละเอียดดีแล้ว ให้ใช้เมล็ดพันธุ์ 1 ช้อนชาผสมกับทราย 1 ถัง แล้วคลุกให้เข้ากัน หว่านลงในแปลงเพาะขนาดเนื้อที่ 1 ตารางเมตร หลังจากหว่านแล้วให้ใช้ฟางแห้งคลุมบางๆ แล้วรดน้ำด้วยฝักบัวฝอยวันละ 3 ครั้ง เช้า กลางวัน และเย็น เพื่อให้ดินชุ่มชื้นแต่อย่าให้น้ำขัง เมื่อผ่านไปประมาณ 7-10 วัน เมล็ดขึ้นฉ่ายจะงอกเป็นฝอยๆ ในตอนนี้ควรใส่ปุ๋ยสตาร์ทเตอร์รดเพื่อเร่งให้กล้าแข็งแรง เมื่อกล้ามีอายุได้ 6-7 สัปดาห์ จะมีลำต้นสูง 3-4 นิ้ว ซึ่งเป็นช่วงที่เหมาะสมกับการทำการย้ายกล้าเพื่อลงแปลงปลูก

สำหรับการปลูกแบบที่สอง ให้เตรียมแปลงปลูกเช่นเดียวกับแปลงเพาะ แต่ในการหว่านเมล็ดพันธุ์ให้ลดจำนวนลงให้น้อยกว่าการปลูกแบบเพาะกล้าเพื่อให้ง่ายต่อการทำการถอนแยก ซึ่งในการปลูกแบบนี้จะต้องทำการถอนแยก ซึ่งให้ทำการถอนแยกโดยเว้นระยะห่างระหว่างต้นอยู่ที่ 2-3 นิ้ว
ในการปลูกขึ้นฉ่ายนั้น หากอยากให้ลำต้นมีสีขาว ก็ควรหุ้มด้วยฟางหรือดิน หรือตีไม้เป็นกรอบรอบๆ ต้น ให้แต่ละส่วนของใบโผล่ขึ้นมา 1 ส่วน 4 ของความสูงของลำต้น ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ส่วนล่างโดนแสง การบังแสงนี้จะทำประมาณ 3 สัปดาห์ จึงเอาออก ก็จะทำให้ได้ก้านใบขาว กรอบ หากไม่ทำการบังแสง ก้านใบจะมีสีเขียวจัด


การดูแลรักษาขึ้นฉ่าย

หลังจากการย้ายกล้าลงแปลงใหม่ๆ ควรทำร่มเงาบังแสงแดดอยู่ประมาณ 3-4 วัน โดยค่อยๆ เปิดให้โดนแสงมากขึ้นทีละน้อยๆ จนกระทั่งต่อมาเปิดให้โดนแสงได้ตลอดวัน ในช่วงกลางคืนจะได้รับความชื้นจากบรรยากาศเต็มที่ ขึ้นฉ่ายไม่ชอบอากาศร้อนจัด ดังนั้นหากปลูกในฤดูร้อน ควรบังแสงแดดไว้ตลอดวัน จะทำให้ผักงามมาก

การให้น้ำควรรดน้ำทั้งตอนเข้าและตอนเย็น แต่ในการรดน้ำตอนเย็นต้องระวังอย่าให้น้ำขังแฉะ เพราะจะทำให้ขึ้นฉ่ายมีเชื้อราเข้าทำลายได้ น้ำที่ใช้รดควรเย็น เพราะผักนี้ชอบความเย็น ส่วนการให้ปุ๋ยนั้นมักใช้สูตร 15-15-15 หรือ 13-13-21 โดยใช้ในอัตรา 30-50 กิโลกรัม / ไร่ และควรใส่ปุ๋ยไนโตรเจนเสริมในอัตรา 10-20 กิโลกรัม / ไร่ โดยเริ่มใส่เมื่อกล้ามีอายุได้ 10-15 วัน และปุ๋ยไนโตรเจนนั้นควรแบ่งใส่ 2 ครั้ง โดยใส่แบบหว่าน

การเก็บเกี่ยวขึ้นฉ่าย

หากปลูกโดยการย้ายกล้า ให้เริ่มนับวันหลังจากการย้ายกล้าไปประมาณ 50 วัน ถึงจะเริ่มทำการเก็บเกี่ยวได้ โดยในการเก็บนั้นให้เก็บแบบวันเว้นวัน ด้วยการถอนเก็บทั้งต้น ลักษณะของต้นในระยะเก็บเกี่ยวควรอวบอ้วน สีเขียวอ่อนใส กรอบ ใช้เวลาการเก็บเกี่ยวทั้งหมด 30-45 ครั้ง หรือต้องเก็บให้หมดภายในระยะเวลาประมาณ 90 วัน เพราะถ้าหากทิ้งไว้นานกว่านี้จะทำให้ผักเป็นเสี้ยน เหนียว ไม่น่ารับประทาน




ต้นแบบชุมชนพึ่งตนเอง บ.ลิ่มทอง 11 ปีไม่มีแล้ง

ชุมชนเข้มแข็ง ชาวบ้านลิ่มทอง บุรีรัมย์ ไม่ง้อใคร รวมตัวทำแก้มลิง คลองดักน้ำ ผันน้ำท่วมมาใช้ในการเกษตร 10 กว่าปี ไม่เคยแล้ง แถมสร้างรายได้เพิ่มปีละ 5 เท่า

นางสนิท ทิพย์นางรอง สมาชิกสภาเกษตรกร แกนนำบริหารจัดการน้ำ บ.ลิ่มทอง ต.หนองโบสถ์ อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ เผยถึงการจัดการน้ำ จากเดิมประสบปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งซ้ำซากมากว่า 40 ปี พื้นที่การเกษตรกว่า 3,700 ไร่ ไม่ มีแหล่งน้ำ คลองส่งน้ำ ยามน้ำหลากก็ท่วมถนนใน หมู่บ้าน ยาม แล้งไม่มีน้ำใช้สอย ส่งผลชาวบ้านเดือดร้อนเป็นอย่างมาก

แกนนำชาวบ้านจึงนำเรื่องนี้เข้าเวทีประชาคมหมู่บ้าน ช่วยกันวางแผนแก้ปัญหา เอาน้ำท่วมมาเก็บกักเป็นน้ำใช้ ด้วยเริ่มจากหาข้อมูลแหล่งน้ำเดิม สำรวจแหล่งน้ำและเส้นทางน้ำหลาก โดยใช้แผนที่ภาพถ่ายดาวเทียม เครื่องระบุพิกัด GPS โดยได้รับความเอื้อเฟื้อจากมูลนิธิอุทกศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์กรมหาชน) ปี 2549 จึงเริ่มขุดลอกคลองขนานกับถนนขุดคลองขวางดักน้ำหลากพร้อมกับขุดแก้มลิงในพื้นที่สาธารณประโยชน์ และชักชวนให้ชาวบ้านขุดสระเก็บกักน้ำในที่ดินส่วนตัว เพื่อผันน้ำที่ท่วมถนนทุกปีให้ไหลลงคลองส่งน้ำไปเก็บกักไว้ที่แก้มลิง เพื่อเกษตรกรจะได้ดึงน้ำเข้าสระส่วนตัวไปใช้ได้ยามต้องการ

นางสนิท เล่าต่ออีกว่า ต่อมาเมื่อน้ำหลากถนนนานเข้าก็เกิดปัญหาชำรุดทรุดโทรม ชุมชนจึงร่วมกันปรับปรุงโครงสร้างให้เป็นถนนน้ำเดิน ปรับความลาดเอียงจากริมถนนเข้าสู่ศูนย์กลางลักษณะรูปตัววี เสริมคัน จัดทำที่ระบายน้ำ รับน้ำ นำน้ำท่วมน้ำหลากส่งต่อไปยังทุ่งรับน้ำและแก้มลิง อีกส่วนส่งต่อไปยังบ่อเก็บน้ำส่วนรวมเนื้อที่ประมาณ 37 ไร่ ซึ่งเป็นสระสาธารณะใช้ร่วมกันทั้งชุมชน

“สิบกว่าปีมานี่ ชาวบ้าน 2,221 ครัวเรือน ไม่เคยมีปัญหาเรื่องน้ำแล้งเลย จากพื้นที่รับประโยชน์ 3,700 ไร่ สามารถขยายผลสู่เครือข่ายทำงานร่วมกัน 42 หมู่บ้าน 5 ตำบล พื้นที่ 173,904 ไร่ มีคลองดักน้ำหลากและคลองซอย ระยะทางรวมกว่า 47.7 กม. มีสระน้ำแก้มลิง 61 สระ สระประจำไร่นาอีกกว่า 50 สระ ส่งผลให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มจากเดิมครัวเรือนละราว 40,000 บาทต่อปี กลายเป็นปีละกว่า 200,000 บาท” นางสนิท กล่าว.


วันอาทิตย์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2559

การนำต้นไผ่มาสร้างที่อยู่อาศัย

จาก >> ไผ่รักษ์โลก

"เราก้าวล่วง คำว่ากระท่อม กระต้อป อยู่ไม่ทน มาเป็น บ้านที่อยู่อาศัย อย่างที่เราเห็นภาพแบบเดิมๆ สิ่งทีในภาพเป็นแค่ส่วนหนึ่งในผลงาน ของบ้านเราทั่งนั้น เอาที่เราจับต้องใด้ ไม่ใกลเกินกำลัง ส่วนท่านใด มีกำลังทรัพย์มาก มาทำความเข้าใจ หลักการทีสร้างแล้วแข็งแรง คงทน นานหลายสิบปี และออกแบบสร้างให้วิจิตรตระการตา ตามใจ ปราถนา"

  
"ทริมบอร(timbor) แช่ กันมอด รา และปลวกครับ ลำไผ่ทีมีมอดกิน สาเหตุ คือ ในลำไผ่มีแป้งและนำ้ตาลในเนื้อไผ่ มอดจะเจาะเข้าไปกินแป้งและน้ำตาล ในเนื้อลำไผ่ คลายมอดข้าวสาร เมื่อเข้าใจแล้วง่าย
การป้องกัน คือ เรา เลือก ทำลายแป้งในเนื้อไผ่หลายวิธีครับ
1 วิธี ดั้งเดิมเรา เอามาแช่น้ำ 3-4 
สัปดาร ให้แป้งเน่าเสีย แล้วเอามาผึ่งลม ในที่ร่มให้แห้ง จึงเอาไแใช้งาน
2 รนไฟ ให้ทั่ว ทั่งลำ ให้แป้งสุก
3 เข้าเตาอบ รม ดำ ไม้จะใดไม้ลำสวย แต่ต้องเฝ้า ดูให้ ดี จะกลายเป็นถ่านไป
4 ต้มนำ้เดือด 2 ชั่วโมง
5 แช่นำ้ ทริมบอร หรือบอรริคกับบอแรค 10 วัน ปล้องยาวให้ทะลวงปล้องก่อนให้นำ้เข้าทั่วถึง
6 อบความดันนำ้ยา ข้อ 5 ใช้สารน้อยและประหยัดเวลา
7 แช่ ลงทะเล 3-4 สัปดาร
8 อื่น ๆ ครับ
อายุลำ ทีดี ควรอายุ 3-4 ปี เป็นลำ ฉะกันของลำไผ่ครับ
รู้และเข้าใจแล้ว เลือก ให้เหมาะ กันการใช้งาน
เตรียมลำไผ่ ก่อนประกอบ จะดีทีสุด
เป็นช้ินงานแล้ว ยากหน่อย ใช่แลกเกอร เครือบ ช่วยใด้ครับ ทา ไปแล้ว ใช้จนกว่าจะลอก แล้วทาทับอีรอบ แล้วจะอยู่นานครับ"






























ที่มา


เราก้าวล่วง คำว่ากระท่อม กระต้อป อยู่ไม่ทน มาเป็น บ้านที่อยู่อาศัย อย่างที่เราเห็นภาพแบบเดิมๆ สิ่งทีในภาพเป็นแค่ส่วน...
โพสต์โดย ไผ่รักษ์โลก บน 29 มีนาคม 2016