วันพฤหัสบดีที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2560

การทำผักดอง

ที่มา: บทความนี้คัดลอกมาจาก facebook บ้านสวนลุงฟ้า แฮปปี้ฟาร์ม วันที่ 9 มีนาคม 2560 เวลา 19:42 น.

 มีคนเคยบอกว่า หนึ่งในเคล็ดลับความอ่อนเยาว์ของสตรีญี่ปุ่นคือ การรับประทานผักดองเป็นประจำจากการได้คุยกับคุณเมกุมิ เธอลงความเห็นว่าน่าจะจริงค่ะ เพราะคนที่ดูแลสุขภาพส่วนมากจะนิยมดองผักไว้กินเองเพื่อประโยชน์แก่ร่างกายเมื่อร่างกายแข็งแรง ระบบขับถ่ายดีก็ส่งผลดีต่อผิวพรรณด้วยโดยเฉพาะการกินผักที่ดองในน้ำส้มสายชูหมักจากผลไม้ จะดีต่อระบบการย่อยอาหารลดคอเลสเตอรอล ลดความดันแล้ว ยังปรับสมดุลร่างกายได้อีกด้วยตอนนี้ที่ญี่ปุ่นก็กำลังนิยมกินผักดองด้วยน้ำส้มสายชูหมัก คุณเมกุมิเธอจึงนำสูตรดองผักแบบง่าย ๆ และเติมสีธรรมชาติลงไปให้สวยงามให้คุณมีผักดองสีสวย ๆ ไว้รับประทานเพื่อสุขภาพด้วยกันค่ะ 


หอมหัวใหญ่ดอง 

ส่วนผสม
หอมหัวใหญ่ซอย 100 กรัม
น้ำส้มสายชูหมักจากแอ๊ปเปิ้ล 80 ซีซี
น้ำตาลมะพร้าว 2 ช้อนชา
ผงขมิ้น ยี่หร่า และเกลือ อย่างละเล็กน้อย

วิธีทำ

แช่หัวหอมซอยในน้ำสะอาด 1 นาที กรองผ่านกระชอนสะเด็ดน้ำ โรยเกลือ พักไว้ผสมน้ำตาล ผงกะหรี่ ยี่หร่าน้ำส้มสายชูหมักให้เข้ากัน ใส่หัวหอมที่เตรียมไว้ลงในภาชนะ 

หอมเล็กดอง 

ส่วนผสม
หอมเล็กปอกเปลือก 100 กรัม
น้ำส้มสายชูหมักจากข้าว 100 ซีซี
น้ำตาลมะพร้าว 1 – 5 ช้อนชา
เกลือเล็กน้อย
ดอกอัญชันแห้ง 2 – 3 ดอก

วิธีทำ

ตามแบบหอมหัวใหญ่ดอง (ใส่อัญชันก่อนปิดฝา แล้วเขย่าเล็กน้อย พักไว้ เมื่ออัญชันออกสีที่ต้องการแล้วจึงตักออก) 

ขิงดอง 

ส่วนผสม
ขิงสไลซ์ 100 กรัม
น้ำส้มสายชูหมักจากแอ๊ปเปิ้ล 100 ซีซี
น้ำตาลมะพร้าว 4 ช้อนชา
เกลือ ½ ช้อนชา
ชากระเจี๊ยบ 1 ซอง

วิธีทำ

ต้มขิงในน้ำเดือดสักครู่กรองน้ำออกแล้วใส่ขิงลงภาชนะสำหรับดองเตรียมไว้ ผสมน้ำส้มสายชูหมัก น้ำตาล เกลือ ในหม้อ ตั้งไฟพอเดือด ใส่ถุงชาพอให้ออกสีตามชอบ แล้วนำน้ำที่ได้เทใส่ขิงที่เตรียมไว้ 


ที่มารูปภาพ https://goo.gl/adFx0k


PDF ไฟล์ >>> https://goo.gl/tMzqLL

 

วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

พริกกระแดะ กับปัญหาพริกสุก แล้วลูกเน่าก่อนได้เก็บผลผลิต

บทความของ เดชา นฤนารท 



พริกกระแดะ กับปัญหาพริกสุก แล้วลูกเน่าก่อนได้เก็บผลผลิต

ปัจจุบัน พริกแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 
1.พริกลูกผสมหรือ พริก ตัดแต่งพันธุกรรม เรียกง่ายๆ ว่า พริกF1
2.พริกบ้าน หรือพริก ท้องถิ่น ทั่วไป

เป็นที่รู้กันว่า พริกประเภทที่ 1 ถูกออกแบบมาให้กินปุ๋ยเคมี และมีอายุในการทำลายเซลล์ตัวเองลง ดูข้างกล่องวันที่ผลิตให้ดี และวันที่หมดอายุ ซื้อมาปลูกแล้วมีปัญหามาก กับพวกแมลง และต้นไม่สมบูรณ์ถ้าเมล็ดพันธุ์ใกล้หมดอายุ

พริกประเภทที่ 2 ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีปัญหามากนัก และจะถูกกับปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ มากกว่า การให้ปุ๋ยเคมี
แต่พริกทั้งสองประเภท จะมีปัญหา คล้ายๆกันคือ ใกล้จะสุกแล้วขั้วเน่า และแห้ง คาต้น

วิธีแก้ไข

การปลูกพริกในช่วงเริ่มต้น จะเจอพริกที่ยังไม่ได้อายุ จะออกดอก และพร้อมจะติดลูก...นี่คือปัญหา ....เรียกว่าพริกกระแดะ อยากมีผัวก่อนวัย เมื่อมีลูกดก มักจะมีปัญหากับขั้วเน่าและแห้งคาต้นเมื่อพริกเริ่มสุก นี่คือนิสัยของพริกนะครับ อย่าทะลึ่งไปฟังเซียนบ้ายาเคมี มาฉีดแก้ให้มันนะ ....เดี๋ยวจะอ้างหนอน และเชื้อรา มาหาหลอกกินเงินในกระเป๋าของเรา
-ถ้าปลูกไม่เยอะ ให้เราเดินเด็ดดอกของพริกทิ้งให้หมด และบำรุงต้นเรื่อยๆ และเด็ดทิ้ง จนมันออกดอกใหม่เป็นรุ่นที่ 3 ค่อยปล่อยให้ออกลูกได้
-ถ้าปลูกมาก เด็ดดอกไม่ไหว ให้ปล่อย ไปจนพริกออกลูก เป็นเม็ดสีเขียว ให้เดินเก็บเม็ดออกให้หมดในรุ่นนี้ทั้งแปลง ให้ขายพริกเม็ดเขียว แล้วบำรุงต้นต่อไป และให้รอ พริกรุ่นที่สอง ถึงปล่อยให้เม็ดพริกสุก ต่อไป

พริกรุ่นแรก เรียกว่าพริกกระแดะ จะมีปัญหาเรื่องขั้วและความสมบูรณ์ของเม็ดพริก

พริกรุ่นนี้ จะมีเมล็ดในฝักน้อย ไส้ในไม่สมบูรณ์ ขั้วไม่แข็งแรง

เป็นธรรมชาติของพริกนะครับ ...

อย่าไปโทษโรคต่างๆ เดี๋ยวมันจะไปเข้าทางสายเคมี


เดชา นฤนารท





PDF ไฟล์ >>> https://goo.gl/O0lGro

วันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

สรรพคุณทางยาของกะเพรา

ที่มา www.facebook.com/บ้านสวนลุงฟ้า แฮปปี้ฟาร์ม 7 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 20:47 น.

ใบกะเพรา เป็นใบของต้นกะเพรา มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Ocimum tenuiflorum L. มีชื่อพ้อง Ocimum sanctum L. ในวงศ์ Labiatae บางถิ่นเรียก กอมก้อ กอมก้อดง(ภาคเหนือ) กะเพราขน กะเพราขาว กะเพราแดง(ภาคกลาง) ผักอีตู่ไท(ภาคอีสาน) ก็มี มีชื่อสามัญว่า Holy Basil หรือ Sacred Basil เพราะเห็นว่าแขกถือว่าเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ แขกเรียกกะเพราว่า “Tulasi” (สันสกฤต) หรือ “Tulsi” (ฮินดี) มักปลูกไว้ตามโบสถ์ฮินดู เชื่อกันว่าเมื่อจะสิ้นชีวิต ถ้านอนตายบนใบกะเพราจะได้ขึ้นสวรรค์

ต้นกะเพราเป็นพืชที่พบทั่วไปในเอเชียเขตร้อน ในประเทศไทยนิยมปลูกเป็นพืชสวนครัว กะเพราเป็นไม้ล้มลุก แตกกิ่งก้านสาขา สูง ๓๐-๖๐ ซม. โคนต้นค่อนข้างแข็ง มีขนตามลำต้น ใบเป็นใบเดี่ยวออกตรงกันข้าม รูปรี ปลายแหลมหรือมน โคนแหลม ขอบใบจักแบบฟันเลื่อยและเป็นคลื่น แผ่นใบมีขน ดอกเป็นดอกช่อ ช่อดอกเป็นแบบฉัตร ออกที่ยอดและปลายกิ่ง ยาว ๘-๑๐ ซม. ประกอบด้วยดอกเล็กๆ ออกเป็นวงรอบแกนช่อเป็นชั้นๆ ก้านดอกกางออกเกือบตั้งฉากกับแกนช่อ กลีบเลี้ยงติดกันที่โคนเป็นรูประฆัง ปลายแยกเป็น ๒ ส่วน ส่วนบนมีกลีบเดียวค่อนข้างกลม ส่วนล่างแยกเป็น ๔ แฉก ปลายเรียวแหลม ด้านในเกลี้ยง ด้านนอกมีขนตามโคนกลีบ กลีบดอกสีขาวหรือขาวปนม่วงแดง รูปปากเปิด ด้านบนมี ๔ กลีบ ปลายกลีบมนขนาดใกล้เคียงกัน ด้านล่างมี ๑ กลีบ ขนาดยาวกว่าด้านบน ตรงกลางกลีบเว้าตื้นๆ ปลายกลีบม้วนลง มีขนละเอียดประปราย เกสรตัวผู้มี ๔ อัน สั้น ๒ อัน ยาว ๒ อัน เกสรตัวเมียมี ๑ อัน รังไข่เป็น ๔ พู ผลเป็นผลแห้งแตกได้ เมล็ดมีขนาดเล็ก รูปไข่ สีน้ำตาล มีจุดสีเข้ม เมื่อนำไปแช่น้ำ เปลือกหุ้มเมล็ดจะพองออกเป็นเมือก

กะเพรามี ๒ พันธุ์ คือ “กะเพราขาว” ลำต้นและใบสีเขียว กลีบดอกสีขาว กับ “กะเพราแดง” ที่ลำต้นและใบสีม่วงแดง ดอกสีขาวหรือขาวปนม่วงแดง ต้นและใบมีขนาดใหญ่กว่ากะเพราขาวเล็กน้อย

ใบกะเพราเป็นเครื่องเทศที่นิยมใช้ปรุงแต่งอาหารและตัดกลิ่นคาว คนไทยสมัยก่อนนิยมกินแกงเลียงใบกะเพราหลังคลอดบุตร เพื่อขับลมและบำรุงร่างกาย

โบราณใช้น้ำคั้นใบกะเพรากินเพื่อขับเหงื่อ แก้ไข้ ขับเสมหะ ขับลม แก้ปวดท้อง แก้ท้องเสีย ทาผิวหนังแก้กลาก เกลื้อนและโรคผิวหนังอื่นๆ ใช้หยอดหูแก้อาการปวดหู ใบกะเพราทำเป็นยาชง ใช้เป็นยาบำรุงธาตุและขับลมในเด็กอ่อน คนไทยนิยมใช้กะเพราแดงมากกว่ากะเพราขาว

ในชวาใช้ใบปรุงเป็นอาหารเพื่อขับน้ำนม ในมาเลเซียใช้น้ำจากใบเป็นยาทาแก้โรคปวดข้อ

ในใบกะเพรามี carotene และ ascorbic acid ให้น้ำมันระเหยง่าย สีเหลืองสด กลิ่นคล้ายกานพลู เนื่องจากมี eugenol เป็นองค์ประกอบ


รูปภาพประกอบจาก www.facebook.com/บ้านสวนลุงฟ้า แฮปปี้ฟาร์ม 7 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 20:47 น.
รหัสภาพ : 16387916_1339356946131458_7513829729653710210_n



รูปภาพประกอบจาก www.facebook.com/บ้านสวนลุงฟ้า แฮปปี้ฟาร์ม 7 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 20:47 น.
รหัสภาพ : 16602623_1339357106131442_5841835599345994214_n



รูปภาพประกอบจาก Thaiherbal.org
ลิงค์รูปภาพ http://thaiherbal.org/wp-content/uploads/2014/05/63-1024x679.jpg





วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2559

กำจัดหอยเชอรี่ด้วยสมุนไพรไม่ใช้สารเคมี

           หอยเชอรี่นับว่าเป็นสัตว์แมลงต่างถิ่น ที่เข้ามาเบียดเบียนสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศน์ของเรา เบียดเบียนหอยด้วยกันไม่พอ ยังเบียดเบียนต้นข้าวและพืชน้ำอีกต่างหาก หอยเชอรี่มีต้นกำเนิดในทวีปอเมริกาใต้ เช่น ประเทศชิลี อาร์เจนตินา สุรินัม โบลิเวีย บราซิล ปารากวัย อุรุกวัย ในทวีปอเมริกาเหนือ เช่น มลรัฐฟลอริด้าและเทกซัสของสหรัฐอเมริกา ในแถบอเมริกากลาง เช่น จาไมก้า คิวบา ทรินิแดด โดมินิกัน เป็นต้น และเข้ามาในประเทศในช่วงปี พ.ศ. 2525 – 2526 ในฐานะหอยสวยงาม เพราะลักษณะสีสันของเปลือก หรือกระดองที่สวยงาม และไข่เป็นสีชมพูน่าตื่นตาตื่นใจสำหรับคนในยุคนั้น  และได้แพร่ขยายไปทั่วประเทศ เพียงเพราะการทิ้งหอยไม่กี่ตัวลงในแม่น้ำ จนส่งผลเสียอย่างมหาศาลในปัจจุบัน โดยเฉพาะในแทบที่ลุ่มภาคกลาง ที่เป็นแหล่งปลูกข้าวที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ก็ถูกเจ้าหอยเชอรี่ยึดครอง และสร้างความเสียหายเป็นอันมาก  เกษตรกรหลายรายใช้สารเคมีในการกำจัดหอยเชอรี่ ซึ่งก็ได้ผลพอสมควร แต่ผลกระทบต่อระบบนิเวศน์นั้นเสียหายเป็นวงกว้าง เพราะทำให้กุ้ง หอย ปู ปลาสัมผัสสารเคมีจนตายตามหอยเชอรี่ไปด้วย จึงมีแนวคิดที่ว่าจะใช้พืชหรือสมุนไพรที่มีอยู่มาใช้กำจัดหอยเชอรี่เพื่อลดปัญหาด้านผลกระทบต่อระบบนิเวศน์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในน้ำ
วิธีกำจัดหอยเชอรี่ในนาข้าวโดยไม่ใช้สารเคมี มีส่วนผสมดังนี้
1.ฝักคูนแก่ 10 กิโลกรัม
2.กากน้ำตาล 2 ลิตร
3.น้ำส้มสายชู 1 ลิตร
4.น้ำส้มควันไม้ 1 ลิตร
5.ถังหมัก ขนาด 50 ลิตร

ขั้นตอน/วิธีการทำ
โดยการตัดฝักคูณเป็นท่อนขนาดประมาณ 1-2 นิ้ว จากนั้นทุบให้แตกไม่ต้องละเอียดมากนัก ใส่ลงในถังหมัก เติมกากน้ำตาล น้ำส้มควันไม้และน้ำส้มสายชูตามลงไป จากนั้นคลุกเคล้าให้เข้ากัน ปิดฝาให้สนิทเก็บไว้ในที่ร่ม หมักทิ้งไว้ 1 เดือน

การนำไปใช้งาน
เนื่องจากยางมะละกอจะมีกลิ่นหอม สามารถดึงดูดให้หอยเชอรี่เข้ามาได้ โดยใช้ใบมะละกอเป็นตัวล่อ นำมาห่อกับฝักคูณหมัก วางตามจุดที่หอยเชอรี่ชุม หรือวางไว้ในนาข้าวที่มีน้ำขัง หอยเชอรี่สามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นยางมะละกอ แล้วก็เข้ามากินฝักคูณหมักที่เป็นอาหารที่หอยเชอรี่ชื่นชอบ หลังจากกินแล้วไม่เกิน 3 วัน หอยเชอรี่จะลอยขึ้นมาตายจากการได้รับสารพิษ

หมายเหตุ
      –   พืชหลายชนิดที่สามารถกำจัดหอยเชอรี่ ได้แก่ สาบเสือ ฟ้าทลายโจร ฝักคูนแก่

      –   เหยื่อล่อจะต้องเป็นพืชที่หอยชอบกิน เช่น ใบผัก ใบมันเทศ ใบมันสำปะหลัง ใบมะละกอ หรือพืชอื่น ๆ ที่มียางขาวคล้ายน้ำนม




ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก บ้านสวนลุงฟ้า แฮปปี้ฟาร์ม 17 กันยายน2559 23.05 น.

โหลด PDF ไฟล์>> https://goo.gl/ooDKa2

วันจันทร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2559

กระถาง “แก้มลิง” บังคับมะนาวออกลูกนอกฤดู โดย เกษตร อินเตอร์เชียงใหม่

กระถาง “แก้มลิง” บังคับมะนาวออกลูกนอกฤดู
กระถางแก้มลิงถือเป็นนวัตกรรมที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการปลูกพืชได้หลายชนิด ซึ่งอาศัยหลักการของน้ำใต้ดิน 
โดยนำกระถางเปล่าที่ออกแบบให้มีช่องด้านข้างเป็นช่องซึ่งเจาะไว้สูงจากพื้นประมาณ 10 ซม. เพื่อใช้ระบายน้ำออก แล้วนำกระถางที่มีขนาดเล็กกว่าคว่ำลงไปในกระถางใบแรก 
พร้อมทั้งติดท่อขนาดสูงกว่ากระถางใบแรกนั้นไว้ใส่น้ำหรือดูดน้ำออก 
จากนั้น ใส่หินปิดก้นกระถางใบที่คว่ำเพื่อไม่ให้วัสดุปลูกร่วงลงไปในก้นกระถางใบใหม่ แล้วจึงใส่วัสดุปลูกลงไปจนมิดกระถางใบในหินนี้อาจเลือกเป็นหินก่อสร้างหรือหินภูเขาไฟ ขนาดไม่ใหญ่มาก แล้วตามด้วยดินปลูกเล็กน้อย นำกิ่งพันธุ์ลงปลูกจากนั้นจึงใส่ดินที่เหลือลงไปจนเต็มขอบกระถาง
จากนั้น หาไม้มาค้ำและมัดกิ่งเพื่อป้องกันกิ่งพันธุ์โยกอันอาจทำให้รากขาด สุดท้ายเอาน้ำใส่ทางท่อน้ำจนน้ำไหลออกทางรูระบายน้ำ เสร็จแล้วรดน้ำที่โคนต้น เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการ
นับเป็นวิธีการปลูกอย่างง่าย ๆ ที่ไม่จำเป็นต้องรดน้ำทุกวัน เมื่อผิวดินแห้งดินที่แทรกอยู่ระหว่างหินซึ่งแช่น้ำอยู่จะดูดความชื้นจากน้ำทางด้านล่างขึ้นมาใช้ การปลูกมะนาว
ถือว่าเป็นพืชอีกชนิดหนึ่งที่เกษตรกรหรือคนที่ต้องการทำเกษตรต้องการปลูก ด้วยปัจจัยด้านราคามะนาวที่ค่อนข้างมีราคาแพงมากในช่วงขาดแคลนอย่างช่วงเดือนมีนาคม-เมษายนในแต่ละปีบางปีมะนาวมีราคาสูงถึงผลละ 5-10 บาททีเดียว
จึงมีการปลูกในรูปแบบของมะนาวกระถางขึ้น
เพื่อความสะดวกในการเคลื่อนย้าย และเหมาะกับชาวกรุงที่อยากจะปลูกมะนาวไว้กินเองอีกด้วย เพื่อตอบสนองคนเมืองที่อยากปลูกมะนาว ด้วยวิถีชีวิตของคนเมือง อาจมีเวลาในการดูแลใส่ใจรดน้ำมะนาวได้ไม่สม่ำเสมอ
จึงได้มีการปลูกมะนาวในกระถางแก้มลิงขึ้น
ในช่วงแรกของการปลูกมะนาว รากมะนาวยังเดินไม่เต็มที่ ควรรดน้ำบ่อย ๆ แต่หลังจาก 1 เดือนไปแล้ว รากจะงอกผ่านช่องของชั้นหินไปดูดน้ำที่อยู่ด้านล่าง จึงค่อยเว้นระยะการรดน้ำออกไปได้นานขึ้น
สำหรับการใส่ปุ๋ย สามารถใช้ปุ๋ยของผักไฮโดรโปนิกส์ได้ ส่วนด้านบนให้เสริมด้วยปุ๋ยคอก วิธีนี้จะทำให้โรคแมลงและศัตรูพืชน้อยลง เนื่องจากมะนาวในกระถางแก้มลิงจะมีทรงพุ่มเล็ก ต้นเตี้ย ดูแลรักษาง่าย ทำให้ลดการใช้สารเคมีฆ่าแมลง แต่จะใช้น้ำส้มควันไม้ฉีดพ่นได้อย่างทั่วถึง สามารถเดินดูกำจัดหนอนและเด็ดใบส่วนเสียทิ้งได้รอบต้น
การบังคับมะนาวในกระถางแก้มลิงให้ออกผลนอกฤดูนั้น จะอาศัยเทคนิคง่าย ๆ โดยใช้หลักการว่า ถ้ามะนาวขาดน้ำจะสลัดใบร่วงเพื่อลดการคายน้ำ จนเมื่อกลับให้น้ำใหม่ ก็จะรีบผลิดอกออกผล
ด้วยเหตุนี้ ถ้าต้องการให้มะนาวออกดอก เราก็จะใช้สายยางมาดูดน้ำก้นกระถางจากท่อที่เราโผล่ปากไว้ให้หมด แล้วนำถุงพลาสติกมาคลุม รอประมาณ 5-7 วัน ใบจะเหี่ยวร่วงไป
จากนั้น จะปล่อยน้ำเข้าทางท่อเดิม พร้อมให้ปุ๋ยไฮโดรโปนิกส์ที่เน้นธาตุอาหาร P และ N สูง เมื่อติดดอกติดผลก็เพิ่มปุ๋ย K เข้าไปเพื่อบำรุงลูก หรืออาจใช้ปุ๋ยทั่วไป สูตรเสมอ 15-15-15 ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ใส่ลงในน้ำ ซึ่งสามารถควบคุมได้ดี และประหยัดปุ๋ยมากกว่าใส่ลงในดิน
หรือ อาจใส่ปุ๋ยคอกจากมูลวัว มูลไก่ มูลหมู ที่มีขายตามท้องตลาดลงในดินด้วย เพื่อให้ได้ผลผลิตสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ที่สำคัญต้องหมั่นตัดแต่งกิ่งให้สั้นแค่ขนาดทรงพุ่มประมาณ 1 เมตร เพราะไม่เช่นนั้นจะไม่มียอดอ่อนให้ติดดอก.
ที่มา : เดลินิวส์




ที่มา

การเลี้ยงปลาดุกในโอ่ง โดย เกษตร อินเตอร์เชียงใหม่

วันนี้จะนำสาระความรู้เรื่องการเลี้ยงปลาดุกในโอ่งแบบง่ายๆ มาให้ได้ดูกันครับ ที่ว่าง่ายๆ ก็คือ หาซื้อ ได้ไม่ยุ่งยาก เลี้ยงเอง กินเอง เหลือก็ขาย แล้วแต่ว่าจะมีเวลาสะดวกครับ สำหรับคนที่จะทำแบบจริงจัง ก็ให้ศึกษาตลาดของปลาดุกให้ดี ว่าเราจะขายที่ไหน หรือจะทำการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า 
การเลี้ยงปลาดุกในบ่อซีเมนต์นั้น
ต้องเตรียมอุปกรณ์ในการเลี้ยงปลาดุก ดังนี้ 
1. เตรียมโอ่งซีเมนต์ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เมตร สูง 50 เซนติเมตร ส่วนบริเวณก้นโอ่งท่านควรจะมีท่อระบายน้ำเพื่อใช้สำหรับถ่ายน้ำออก
ก่อนที่ท่านจะนำปลาลงมาเลี้ยงนั้นควรจะเอาน้ำใส่โอ่งทิ้งไว้สักระยะหนึ่งและล้างโอ่งซีเมนต์ให้สะอาดไม่ควรให้มีคราบของปูนซีเมนต์หลงเหลืออยู่ หากคราบปูนซีเมนต์ยังออกไม่หมดอาจทำให้ลูกปลาดุกที่ท่านนำมาเลี้ยงตายได้ วิธีขจัดคราบปูนซีเมนต์ควรหาหยวกกล้วยมาแช่ในท่อซีเมนต์ประมาณ 2 สัปดาห์ จึงสามารถเอาหยวกกล้วยออกจากท่อซีเมนต์แล้วล้างภายในโอ่งให้สะอาด จากนั้นก็เริ่มปล่อยน้ำเข้าโอ่งซีเมนต์โดยระดับน้ำที่จะเลี้ยงลูกปลาดุกไม่ควรสูงมาก เพราะลูกปลาดุกจะขึ้นมาหายใจสะดวก ระดับน้ำสูงประมาณ 20 เซนติเมตร ซึ่งในแต่ละท่อปูนซีเมนต์ควรใส่ลูกปลาดุก 80-100 ตัว เป็นจำนวนที่เหมาะสม ในระหว่างอนุบาลลูกปลาดุกท่านควรหาผักตบชวามาใส่บ่อบ้างเพราะลูกปลาดุกจะชอบเข้าไปอาศัยในรากของผักตบชวา ลูกปลาดุกยังได้กินดินหรือแพลงก์ตอนในรากผักตบชวาอีกด้วย
โดยในช่วงอนุบาลลูกปลาดุกจะให้อาหารสำเร็จรูปแบบเม็ด กินอย่างเต็มที่วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น เมื่อเลี้ยงได้ประมาณ 15-20 วัน ก็นำผักตบชวามาหรือพืชน้ำอื่นๆ ใส่ลงไปในบ่อซีเมนต์ประมาณ 5 กอต่อ 5 วัน พร้อมกับปรับระดับน้ำให้สูงขึ้นด้วยและค่อย ๆ ลดอาหารสำเร็จรูปโดยเมื่อปลาหิวจัดมันจะกินผักตบชวา แม้ว่าผักตบชวาจะไม่มีค่าโปรตีนเลยแต่สามารถลดความหิวของปลาได้ ตกเย็นจึงเสริมด้วยอาหารสำเร็จรูป เพื่อเพิ่มโปรตีนให้ปลาในจุดนี้แม้ว่าปลาจะได้อาหารที่มีโปรตีนต่ำ แต่เมื่อปลาอยู่ในพื้นที่ที่จำกัดการเคลื่อนไหวและการใช้พลังงานก็น้อยและในการเลี้ยงปลาแบบนี้จะใช้ระยะเวลาประมาณ 3-4 เดือน จะได้ปลาขนาด 3-4 ตัวต่อกิโลกรัม และในระหว่างการเลี้ยงจะมีการใช้น้ำหมักชีวภาพเพื่อช่วยในการปรับคุณภาพน้ำได้อีกด้วย โดยจะใส่ทุกครั้งหลังจากการเปลี่ยนถ่ายน้ำหรือตามความเหมาะสม น้ำหมักชีวภาพที่นำมาใช้จะผลิตขึ้นมาเองโดยใช้กล้วยน้ำว้า ฟักทอง และมะละกอ อย่างละ 3 กิโลกรัม สับให้ละเอียดจากนั้นนำมาคลุกผสมกับกากน้ำตาล 3 กิโลกรัม หมักปิดฝาทิ้งไว้ประมาณ 7 วัน จากนั้นนำน้ำสะอาดปริมาตร 9 ลิตร เทใส่ลงไปพร้อมกับคนให้ส่วนผสมดังกล่าวคลุกเคล้าให้เข้ากัน ตั้งทิ้งไว้อีกประมาณ 15 วัน หรือเมื่อมีกลิ่นหอมก็สามารถนำไปใช้งานได้ตามความต้องการ
ขั้นตอนการปล่อยพันธุ์ปลา
นำลูกปลาดุกใส่ในภาชนะที่เตรียมไว้ ค่อยๆนำน้ำในโอ่งเติมไปทีละน้อย เพื่อปรับอุณหภูมิค่อยๆปล่อยลูกปลาดุกลงในโอ่งซีเมนต์โดยในช่วงอนุบาลลูกปลาดุกจะให้อาหารสำเร็จรูปแบบเม็ด กินอย่างเต็มที่วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น เมื่อเลี้ยงได้ประมาณ 15-20 วัน ก็นำผักตบชวามาใส่ลงไปในท่อปูนซีเมนต์ประมาณ 5 กอต่อ 5 วัน พร้อมกับปรับระดับน้ำให้สูงขึ้นด้วยและค่อย ๆ ลดอาหารสำเร็จรูปโดยเมื่อปลาหิวจัดมันจะกินผักตบชวา แม้ว่าผักตบชวาจะไม่มีค่าโปรตีนเลยแต่สามารถลดความหิวของปลาได้ ตกเย็นจึงเสริมด้วยอาหารสำเร็จรูป เพื่อเพิ่มโปรตีนให้ปลาในจุดนี้แม้ว่าปลาจะได้อาหารที่มีโปรตีนต่ำ แต่เมื่อปลาอยู่ในพื้นที่ที่จำกัดการเคลื่อนไหวและการใช้พลังงานก็น้อยและในการเลี้ยงปลาแบบนี้จะใช้ระยะเวลาประมาณ 3-4 เดือน จะได้ปลาขนาด 3-4 ตัวต่อกิโลกรัม
และในระหว่างการเลี้ยงจะมีการใช้น้ำหมักชีวภาพเพื่อช่วยในการปรับคุณภาพน้ำได้อีกด้วย โดยจะใส่ทุกครั้งหลังจากการเปลี่ยนถ่ายน้ำหรือตามความเหมาะสม น้ำหมักชีวภาพที่นำมาใช้จะผลิตขึ้นมาเอง
วิธีการเลี้ยงปลาด้วยน้ำหมักชีวภาพ
เมื่อเอาน้ำใส่โอ่งจนได้ที่แล้ว ให้ใส่น้ำหมักชีวภาพลงไปเพียงเล็กน้อยตามความเหมาะสม เพื่อให้จุลินทรีในน้ำหมักไปปรับสภาพน้ำให้เป็นปกติก่อน เมื่อนำปลาลงไปเลี้ยง ค่อยๆสังเกตคุณภาพน้ำและตัวปลาว่ามีอาการผิดปกติใดบ้าง
หากปกติก็ให้ใสน้ำหมักเพียงเล็กน้อยในรอบ 10 วัน หากว่าคุณภาพน้ำเปลี่ยนไปมากก็ให้เพิ่มน้ำหมักชีวภาพให้มากกว่าที่ใส่ปกติ รอบการใส่ก็ให้ถี่ขึ้น ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับจำนวนปลาและขนาดของโอ่งที่ใช้เลี้ยงด้วย
ผลที่ได้
ปลาเจริญเติบโตเร็ว แข็งแรง น้ำไม่มีกลิ่นเหม็น

ภาพบางส่วนจากอินเตอร์เน็ต




โหลด PDF ไฟล์ >>> https://goo.gl/OUXubp , สำรอง >>> https://goo.gl/aLcWWe

วิธีทำมะพร้าวธรรมดาๆ ให้เป็นมะพร้าวกะทิ โดย เกษตร อินเตอร์เชียงใหม่

วิธีทำมะพร้าวธรรมดาๆ ให้เป็นมะพร้าวกะทิ ที่สามารถทำเองได้
วิธีที่ 1 ทำมะพร้าวจากมะพร้าวพันธุ์อะไรก็ได้ ถ้าต้องการให้ลูกออกมาเป็นมะพร้าวกะทิ ก็เอาถุงพลาสติกหุ้มจั่น จั่นก็คือดอกมะพร้าว 1 จั่นคือ 1 ทะลาย จั่นไหนถูกห่อด้วยพลาสติก จั่นนั้นหรือทลายดอกนั้นมันจะพิการ ทั้งนี้ *-* จะต้องห่อตั่งแต่กลีบจั่นเริ่มแย้มบาน? *-* ห่อไปจนกระทั่งมีลูกขนาดลูกหมากจึงค่อยเอาออก? โดยทั่วไปมะพร้าวในทะลายที่ห่อจั่นประมาณ 80-90 % จะเป็นมะพร้าวกะทิ วิธีนี้เป็นการทำมะพร้าวกะทิแบบชั่วคราว มะพร้าวในทะลายอื่น ๆ ที่ไม่ได้ห่อจั่นจะไม่เป็นมะพร้าวกะทิ
วิธีที่ 2 การทำมะพร้าวกะทิแบบถาวร ให้นำมะพร้าวที่เพาะไว้ ที่มีหน่อเหนือเปลือกขึ้นมาราว 30 ซม. แล้วใช้มีดตัดส่วนปลายตรงข้ามกับหน่อให้กะลาขาด จนเห็นเนื้อสีขาวและจาวสีเหลือง ภายในกะลามะพร้าวจากนั้นคว้านเอาจาวที่อยู่กลางกะลาออก เอาดินเหนียวอัดลงไปในกะลาแทนจาวจนเต็มและแน่นพอประมาณ สามารถนำไปปลูกได้ ? มะพร้าวที่ทำวิธีนี้จะเป็นมะพร้าวกะทิประมาณ 50 % หากจะเพิ่มปริมาณ ก็สามารถทำได้โดยให้เอาผลมะพร้าวที่ไม่เป็นมะพร้าวกะทิมาเพาะแล้วทำวิธีการเดียวกับที่กล่าวมานี้ ก็จะทำให้มะพร้าวในต้นใหม่เป็นมะพร้าวกะทิ ถึง 80 -90 % ทีเดียว มะพร้าวทุกพันธุ์สามารถทำมะพร้าวกะทิได้ทั้งสิ้น แต่ถ้าใช้มะพร้าวน้ำหอม ทำมะพร้าวกะทิไม่ดีเพราะมีกลิ่นเหม็นหืน มะพร้าวที่ดีที่สุดในการทำมะพร้าวกะทิคือ มะพร้าวกลาง
“มะพร้าวกะทิ” ติดผลเป็นทะลายปล่อยให้ผลแก่คาต้นก่อน ตัดทะลายลงมา เอาผลแต่ละผลเขย่าฟังดูว่าถ้าไม่มีเสียงน้ำในผลดังกระฉอกเลย หมายถึงมะพร้าวผลนั้นเป็น “มะพร้าวกะทิ” อย่างแน่นอน ไม่ต้องปอกเปลือก หรือทุบ ดูเนื้อในทุกผลให้เสียเวลา ทำหรือฝึกบ่อยๆจึงจะชำนาญ ช่วงแรกอาจมีผิดบ้างเป็น ธรรมดา คนโบราณก็ใช้วิธีนี้เหมือนกัน
ส่วน วิธีผ่ารับประทาน คนเฒ่าคนแก่บอกเคล็ดลับว่า ถ้าต้องการให้เนื้อในของ “มะพร้าวกะทิ” ฟูหรือเหนียวแน่น อร่อย ต้องนวดก่อน โดยเอาผลที่ปอกเปลือกแล้วกระแทกกับพื้นปูนเบาๆรอบๆผลให้ทั่ว กะเวลาจนแน่ใจว่าพอแล้วจึงนำผลไปผ่าครึ่ง จะพบว่าเนื้อในฟูเป็นสีขาวคล้ายปุยฝ้าย ใช้ช้อนตักรับประทานได้เลย รสชาติหวานมันหอมอร่อยมาก
การทำมะพร้าวกะทิแบบถาวร
วิธีนี้ให้นำมะพร้าวที่เพาะไว้ ที่มีหน่อเหนือเปลือกขึ้นมาราว 30 ซม. แล้วใช้มีดตัดส่วนปลายตรงข้ามกับหน่อให้กะลาขาด จนเห็นเนื้อสีขาวและจาวสีเหลือง ภายในกะลามะพร้าวจากนั้นคว้านเอาจาวที่อยู่กลางกะลาออก เอาดินเหนียวอัดลงไปในกะลาแทนจาวจนเต็มและแน่นพอประมาณ สามารถนำไปปลูกได้
มะพร้าวที่ทำวิธีนี้จะเป็นมะพร้าวกะทิประมาณ 50 % หากจะเพิ่มปริมาณ ก็สามารถทำได้โดยให้เอาผลมะพร้าวที่ไม่เป็นมะพร้าวกะทิมาเพาะแล้วทำวิธีการเดียวกับที่กล่าวมานี้ ก็จะทำให้มะพร้าวในต้นใหม่เป็นมะพร้าวกะทิ ถึง 80 -90 % ทีเดียว มะพร้าวทุกพันธุ์สามารถทำมะพร้าวกะทิได้ทั้งสิ้น แต่ถ้าใช้มะพร้าวน้ำหอม ทำมะพร้าวกะทิไม่ดีเพราะมีกลิ่นเหม็นหืน มะพร้าวที่ดีที่สุดในการทำมะพร้าวกะทิคือ มะพร้าวกลาง




ที่มา