วันพฤหัสบดีที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2560

การทำผักดอง

ที่มา: บทความนี้คัดลอกมาจาก facebook บ้านสวนลุงฟ้า แฮปปี้ฟาร์ม วันที่ 9 มีนาคม 2560 เวลา 19:42 น.

 มีคนเคยบอกว่า หนึ่งในเคล็ดลับความอ่อนเยาว์ของสตรีญี่ปุ่นคือ การรับประทานผักดองเป็นประจำจากการได้คุยกับคุณเมกุมิ เธอลงความเห็นว่าน่าจะจริงค่ะ เพราะคนที่ดูแลสุขภาพส่วนมากจะนิยมดองผักไว้กินเองเพื่อประโยชน์แก่ร่างกายเมื่อร่างกายแข็งแรง ระบบขับถ่ายดีก็ส่งผลดีต่อผิวพรรณด้วยโดยเฉพาะการกินผักที่ดองในน้ำส้มสายชูหมักจากผลไม้ จะดีต่อระบบการย่อยอาหารลดคอเลสเตอรอล ลดความดันแล้ว ยังปรับสมดุลร่างกายได้อีกด้วยตอนนี้ที่ญี่ปุ่นก็กำลังนิยมกินผักดองด้วยน้ำส้มสายชูหมัก คุณเมกุมิเธอจึงนำสูตรดองผักแบบง่าย ๆ และเติมสีธรรมชาติลงไปให้สวยงามให้คุณมีผักดองสีสวย ๆ ไว้รับประทานเพื่อสุขภาพด้วยกันค่ะ 


หอมหัวใหญ่ดอง 

ส่วนผสม
หอมหัวใหญ่ซอย 100 กรัม
น้ำส้มสายชูหมักจากแอ๊ปเปิ้ล 80 ซีซี
น้ำตาลมะพร้าว 2 ช้อนชา
ผงขมิ้น ยี่หร่า และเกลือ อย่างละเล็กน้อย

วิธีทำ

แช่หัวหอมซอยในน้ำสะอาด 1 นาที กรองผ่านกระชอนสะเด็ดน้ำ โรยเกลือ พักไว้ผสมน้ำตาล ผงกะหรี่ ยี่หร่าน้ำส้มสายชูหมักให้เข้ากัน ใส่หัวหอมที่เตรียมไว้ลงในภาชนะ 

หอมเล็กดอง 

ส่วนผสม
หอมเล็กปอกเปลือก 100 กรัม
น้ำส้มสายชูหมักจากข้าว 100 ซีซี
น้ำตาลมะพร้าว 1 – 5 ช้อนชา
เกลือเล็กน้อย
ดอกอัญชันแห้ง 2 – 3 ดอก

วิธีทำ

ตามแบบหอมหัวใหญ่ดอง (ใส่อัญชันก่อนปิดฝา แล้วเขย่าเล็กน้อย พักไว้ เมื่ออัญชันออกสีที่ต้องการแล้วจึงตักออก) 

ขิงดอง 

ส่วนผสม
ขิงสไลซ์ 100 กรัม
น้ำส้มสายชูหมักจากแอ๊ปเปิ้ล 100 ซีซี
น้ำตาลมะพร้าว 4 ช้อนชา
เกลือ ½ ช้อนชา
ชากระเจี๊ยบ 1 ซอง

วิธีทำ

ต้มขิงในน้ำเดือดสักครู่กรองน้ำออกแล้วใส่ขิงลงภาชนะสำหรับดองเตรียมไว้ ผสมน้ำส้มสายชูหมัก น้ำตาล เกลือ ในหม้อ ตั้งไฟพอเดือด ใส่ถุงชาพอให้ออกสีตามชอบ แล้วนำน้ำที่ได้เทใส่ขิงที่เตรียมไว้ 


ที่มารูปภาพ https://goo.gl/adFx0k


PDF ไฟล์ >>> https://goo.gl/tMzqLL

 

วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

พริกกระแดะ กับปัญหาพริกสุก แล้วลูกเน่าก่อนได้เก็บผลผลิต

บทความของ เดชา นฤนารท 



พริกกระแดะ กับปัญหาพริกสุก แล้วลูกเน่าก่อนได้เก็บผลผลิต

ปัจจุบัน พริกแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 
1.พริกลูกผสมหรือ พริก ตัดแต่งพันธุกรรม เรียกง่ายๆ ว่า พริกF1
2.พริกบ้าน หรือพริก ท้องถิ่น ทั่วไป

เป็นที่รู้กันว่า พริกประเภทที่ 1 ถูกออกแบบมาให้กินปุ๋ยเคมี และมีอายุในการทำลายเซลล์ตัวเองลง ดูข้างกล่องวันที่ผลิตให้ดี และวันที่หมดอายุ ซื้อมาปลูกแล้วมีปัญหามาก กับพวกแมลง และต้นไม่สมบูรณ์ถ้าเมล็ดพันธุ์ใกล้หมดอายุ

พริกประเภทที่ 2 ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีปัญหามากนัก และจะถูกกับปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ มากกว่า การให้ปุ๋ยเคมี
แต่พริกทั้งสองประเภท จะมีปัญหา คล้ายๆกันคือ ใกล้จะสุกแล้วขั้วเน่า และแห้ง คาต้น

วิธีแก้ไข

การปลูกพริกในช่วงเริ่มต้น จะเจอพริกที่ยังไม่ได้อายุ จะออกดอก และพร้อมจะติดลูก...นี่คือปัญหา ....เรียกว่าพริกกระแดะ อยากมีผัวก่อนวัย เมื่อมีลูกดก มักจะมีปัญหากับขั้วเน่าและแห้งคาต้นเมื่อพริกเริ่มสุก นี่คือนิสัยของพริกนะครับ อย่าทะลึ่งไปฟังเซียนบ้ายาเคมี มาฉีดแก้ให้มันนะ ....เดี๋ยวจะอ้างหนอน และเชื้อรา มาหาหลอกกินเงินในกระเป๋าของเรา
-ถ้าปลูกไม่เยอะ ให้เราเดินเด็ดดอกของพริกทิ้งให้หมด และบำรุงต้นเรื่อยๆ และเด็ดทิ้ง จนมันออกดอกใหม่เป็นรุ่นที่ 3 ค่อยปล่อยให้ออกลูกได้
-ถ้าปลูกมาก เด็ดดอกไม่ไหว ให้ปล่อย ไปจนพริกออกลูก เป็นเม็ดสีเขียว ให้เดินเก็บเม็ดออกให้หมดในรุ่นนี้ทั้งแปลง ให้ขายพริกเม็ดเขียว แล้วบำรุงต้นต่อไป และให้รอ พริกรุ่นที่สอง ถึงปล่อยให้เม็ดพริกสุก ต่อไป

พริกรุ่นแรก เรียกว่าพริกกระแดะ จะมีปัญหาเรื่องขั้วและความสมบูรณ์ของเม็ดพริก

พริกรุ่นนี้ จะมีเมล็ดในฝักน้อย ไส้ในไม่สมบูรณ์ ขั้วไม่แข็งแรง

เป็นธรรมชาติของพริกนะครับ ...

อย่าไปโทษโรคต่างๆ เดี๋ยวมันจะไปเข้าทางสายเคมี


เดชา นฤนารท





PDF ไฟล์ >>> https://goo.gl/O0lGro

วันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

สรรพคุณทางยาของกะเพรา

ที่มา www.facebook.com/บ้านสวนลุงฟ้า แฮปปี้ฟาร์ม 7 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 20:47 น.

ใบกะเพรา เป็นใบของต้นกะเพรา มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Ocimum tenuiflorum L. มีชื่อพ้อง Ocimum sanctum L. ในวงศ์ Labiatae บางถิ่นเรียก กอมก้อ กอมก้อดง(ภาคเหนือ) กะเพราขน กะเพราขาว กะเพราแดง(ภาคกลาง) ผักอีตู่ไท(ภาคอีสาน) ก็มี มีชื่อสามัญว่า Holy Basil หรือ Sacred Basil เพราะเห็นว่าแขกถือว่าเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ แขกเรียกกะเพราว่า “Tulasi” (สันสกฤต) หรือ “Tulsi” (ฮินดี) มักปลูกไว้ตามโบสถ์ฮินดู เชื่อกันว่าเมื่อจะสิ้นชีวิต ถ้านอนตายบนใบกะเพราจะได้ขึ้นสวรรค์

ต้นกะเพราเป็นพืชที่พบทั่วไปในเอเชียเขตร้อน ในประเทศไทยนิยมปลูกเป็นพืชสวนครัว กะเพราเป็นไม้ล้มลุก แตกกิ่งก้านสาขา สูง ๓๐-๖๐ ซม. โคนต้นค่อนข้างแข็ง มีขนตามลำต้น ใบเป็นใบเดี่ยวออกตรงกันข้าม รูปรี ปลายแหลมหรือมน โคนแหลม ขอบใบจักแบบฟันเลื่อยและเป็นคลื่น แผ่นใบมีขน ดอกเป็นดอกช่อ ช่อดอกเป็นแบบฉัตร ออกที่ยอดและปลายกิ่ง ยาว ๘-๑๐ ซม. ประกอบด้วยดอกเล็กๆ ออกเป็นวงรอบแกนช่อเป็นชั้นๆ ก้านดอกกางออกเกือบตั้งฉากกับแกนช่อ กลีบเลี้ยงติดกันที่โคนเป็นรูประฆัง ปลายแยกเป็น ๒ ส่วน ส่วนบนมีกลีบเดียวค่อนข้างกลม ส่วนล่างแยกเป็น ๔ แฉก ปลายเรียวแหลม ด้านในเกลี้ยง ด้านนอกมีขนตามโคนกลีบ กลีบดอกสีขาวหรือขาวปนม่วงแดง รูปปากเปิด ด้านบนมี ๔ กลีบ ปลายกลีบมนขนาดใกล้เคียงกัน ด้านล่างมี ๑ กลีบ ขนาดยาวกว่าด้านบน ตรงกลางกลีบเว้าตื้นๆ ปลายกลีบม้วนลง มีขนละเอียดประปราย เกสรตัวผู้มี ๔ อัน สั้น ๒ อัน ยาว ๒ อัน เกสรตัวเมียมี ๑ อัน รังไข่เป็น ๔ พู ผลเป็นผลแห้งแตกได้ เมล็ดมีขนาดเล็ก รูปไข่ สีน้ำตาล มีจุดสีเข้ม เมื่อนำไปแช่น้ำ เปลือกหุ้มเมล็ดจะพองออกเป็นเมือก

กะเพรามี ๒ พันธุ์ คือ “กะเพราขาว” ลำต้นและใบสีเขียว กลีบดอกสีขาว กับ “กะเพราแดง” ที่ลำต้นและใบสีม่วงแดง ดอกสีขาวหรือขาวปนม่วงแดง ต้นและใบมีขนาดใหญ่กว่ากะเพราขาวเล็กน้อย

ใบกะเพราเป็นเครื่องเทศที่นิยมใช้ปรุงแต่งอาหารและตัดกลิ่นคาว คนไทยสมัยก่อนนิยมกินแกงเลียงใบกะเพราหลังคลอดบุตร เพื่อขับลมและบำรุงร่างกาย

โบราณใช้น้ำคั้นใบกะเพรากินเพื่อขับเหงื่อ แก้ไข้ ขับเสมหะ ขับลม แก้ปวดท้อง แก้ท้องเสีย ทาผิวหนังแก้กลาก เกลื้อนและโรคผิวหนังอื่นๆ ใช้หยอดหูแก้อาการปวดหู ใบกะเพราทำเป็นยาชง ใช้เป็นยาบำรุงธาตุและขับลมในเด็กอ่อน คนไทยนิยมใช้กะเพราแดงมากกว่ากะเพราขาว

ในชวาใช้ใบปรุงเป็นอาหารเพื่อขับน้ำนม ในมาเลเซียใช้น้ำจากใบเป็นยาทาแก้โรคปวดข้อ

ในใบกะเพรามี carotene และ ascorbic acid ให้น้ำมันระเหยง่าย สีเหลืองสด กลิ่นคล้ายกานพลู เนื่องจากมี eugenol เป็นองค์ประกอบ


รูปภาพประกอบจาก www.facebook.com/บ้านสวนลุงฟ้า แฮปปี้ฟาร์ม 7 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 20:47 น.
รหัสภาพ : 16387916_1339356946131458_7513829729653710210_n



รูปภาพประกอบจาก www.facebook.com/บ้านสวนลุงฟ้า แฮปปี้ฟาร์ม 7 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 20:47 น.
รหัสภาพ : 16602623_1339357106131442_5841835599345994214_n



รูปภาพประกอบจาก Thaiherbal.org
ลิงค์รูปภาพ http://thaiherbal.org/wp-content/uploads/2014/05/63-1024x679.jpg